ทูเดย์อินชัวร์ จำหน่าย ประกันภัยรถยนต์ ราคาถูก
สำหรับสมาชิก todayinsure.com ระบบงาน TodayInsure C.R.M. หมายเลขใบอนุญาตของ TodayInsure: 5104006215
ขณะนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัตหน้าที่อยู่ โทรหาเรา (02) 952-7322, (086)378-9671 หรือ email: sales@todayinsure.com

คลังข้อมูลข่าวย้อนหลัง

ประกันภัยรถยนต์อุ้ม ‘ชั้น 1’ ไม่ขึ้นเบี้ยถึงสิ้นปี แบกต้นทุนพุ่ง

อู่ต้องแบกภาระจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ถ้าขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์กลุ่มแรกน่าจะเป็นกลุ่มรถขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูง

ครึ่งปีหลังคงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของบริษัทประกันภัย จะปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ขึ้นหรือไม่ หลังจากหลายบริษัทเริ่มเจอปัญหาต้นทุนค่าสินไหมพุ่ง จากการที่อู่ซ่อมรถยนต์ขอปรับขึ้นค่าซ่อมกันเป็นแถว เพราะอู่ต้องแบกภาระหนักจากต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ ที่ขยับขึ้นจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทรวมไปถึงอิทธิพลจากเงินเฟ้อ

จากการสอบถามผู้บริหารบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่หลายบริษัทหยั่งเชิงถึงท่าที เริ่มกันที่เบอร์ 1 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ยอมรับกระทบแน่อยู่ที่ว่ามากหรือน้อยเท่านั้น แต่ตอนนี้ยังเห็นภาพไม่ชัด ต้องรอไตรมาส 3 ในเรื่องของอู่ซ่อมแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ 1. อู่ที่อยู่ในโครงการอู่กลางประกันภัย จะรับราคากลางค่าซ่อมอยู่แล้ว ส่วนนี้ยังไม่ปรับราคาขึ้นและ 2. อู่ห้างทยอยปรับราคาค่าซ่อมขึ้นแล้ว ประมาณ 20% คงต้องรอดูผลในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ หลังการปรับผลเป็นอย่างไร

“ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท มีผลค่าซ่อมประกอบด้วยค่าแรง ค่าอะไหล่ ตัวที่เยอะที่สุดคือค่าแรง ค่าแรงเป็นปัจจัยหลักในการทำธุรกิจรถยนต์ ซึ่งการขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ตามหลักต้องดูต้นทุนสินไหมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ต้องทำอย่างไร ถ้าต้องปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์จะปรับเท่าไหร่ ถ้ามีการแตะเบี้ยประกันภัยรถยนต์คงเป็นชั้น 1 เพราะมีค่าซ่อมเยอะสุด ซึ่งในสินไหมรถยนต์ เป็นค่าซ่อมประมาณ 80% ที่เหลือเป็นทรัพย์สิน ค่าบาดเจ็บต่อร่างกาย”

อย่างไรก็ดี คงต้องจับตามองหลังจากนี้ เท่าที่ดูหากรอบนี้มีการปรับเบี้ยประกันภับรถยนต์ชั้น1 ขึ้นคงจะอยู่ยาวอาจจะ 3-5 ปีแล้วค่อยปรับกันอีก อย่างค่าแรงที่ปรับขึ้นขนาดนี้แนวโน้มจะปรับขึ้นสูงกว่านี้คงยาก สิ้นปีนี้น่าจะเห็นทิศทางการปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 แต่ที่จะเห็นแน่ๆ คือปีหน้าถ้าขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ กลุ่มแรกที่น่าจะโดนคงเป็นกลุ่ม 5 พวกรถขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูง เพราะรถกลุ่มนี้มีปริมาณมากที่สุด จะถูกกระทบก่อนกลุ่มอื่น

ส่วนค่ายใหญ่อย่างบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทางกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวยืนยันไม่แตะค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ล่าสุดเพิ่งคุยกับอู่ซ่อมในเครือ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับเขา เพราะแรงงานพวกนี้เป็นช่างฝีมืออย่าง ช่างสี ช่างโป๊ว ค่าแรงสูงกว่าขั้นต่ำอยู่แล้ว แต่เป็นจังหวะที่อู่ซ่อมขอปรับขึ้นอัตราค่าซ่อมในช่วงนี้พอดี เนื่องจากใช้มานานแล้วเป็น 10 ปีไม่เคยปรับ ไม่ได้มีผลมาจากค่าแรง เพราะอู่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้นานแล้ว แต่ปัจจัยที่ทำให้ค่าซ่อมเพิ่มขึ้นมาจากวัตถุดิบ เช่น ค่าสี ค่าอะไหล่

“ของเราตารางอัตราค่าซ่อมใช้มาเป็น 10 ปีแล้วไม่เคยปรับ เมื่ออู่ขอปรับเราเลยให้ทบทวนตารางอัตราค่าซ่อมรถใหม่ทั้งหมด ดูตามข้อเท็จจริงในตอนนี้คาดว่าอีก 2 เดือนน่าจะทบทวนเสร็จ จะมีทั้งตัวที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่รวมๆ แล้วไม่น่าจะเกิน 10-15% ซึ่งถ้าทุกตัวขึ้นหมด อย่างเก่งราคาค่าซ่อมเฉลี่ยน่าจะปรับขึ้นไม่เกิน 15% กระทบต่อต้นทุนสินไหมแน่นอน ถ้ารวมๆ สินไหมรถยนต์จะขยับขึ้นประมาณ 6% กว่า เราไม่จำเป็นต้องปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 เพราะราคาที่เราขายอยู่ในตอนนี้อยู่ในกลุ่มกลางๆ ยังรองรับสินไหมที่เพิ่มขึ้นได้ เรื่องเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ถ้าใครขยับราคาเปิดโอกาสให้คู่แข่ง”

อย่างไรก็ดี ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัย มองว่าค่าเฉลี่ยอัตราสินไหมประกันภัยรถยนต์ทั้งระบบประมาณ 60-62% ยังไม่เพิ่มสูงจนมีนัยสำคัญ ไม่น่าจะใช้เป็นประเด็นขยับอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้ สินไหมแต่ละบริษัทต่างกันก็จริง แต่ค่าเฉลี่ยไม่ต่างกัน”

ด้านประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งค่ายใหญ่มองว่า ในเรื่องของค่าซ่อมบริษัทไม่ได้รอให้อู่ขอปรับจะคุยกันตลอด โดยทยอยปรับราคาค่าซ่อมขึ้นให้ไปแล้วประมาณ 5% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีก่อน ส่วนค่าอะไหล่ก็เช่นกัน บางเจ้าที่เคยมีส่วนลดค่าอะไหล่ให้ 15%-v ให้ส่วนลดน้อยลง

“ราคาค่าซ่อมที่ปรับขึ้นให้กับอู่ ส่วนใหญ่มีผลปีนี้ประมาณ 60-70% มีผลตั้งแต่ต้นปี เราดูค่าสินไหมอยู่ยังไม่มาก คงต้องติดตามถึงสิ้นไตรมาสสองนี้ จะเห็นภาพชัดเจนจำเป็นต้องขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 หรือไม่ การขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์จะดู 2 เรื่องคือ เบี้ยคลุมสินไหมอยู่หรือไม่ และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนให้เข้าถึงประกันภัยรถยนต์ได้ง่าย ถ้าสินไหมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เราไปขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไม่เป็นผลดีกับการขาย สินไหมต้องดูตามความเหมาะสม สภาพการแข่งขันต้องแข่งขันได้”

อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่าต้นทุนค่าซ่อมที่ปรับขึ้น กระทบกับต้นทุนสินไหมบ้างแต่ไม่ถึงขาดทุน ถ้าขาดทุนถึงจะแตะเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 โดยสินไหมประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ของบริษัท ตอนนี้อยู่ประมาณ 56-57% ต้องรอดูผลไตรมาสนี้และสิ้นปีนี้ไม่มีน้ำท่วมใหญ่เหมือนปีที่ผ่านมาอีก

ส่วนบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ทางอู่ซ่อมขอขึ้นค่าซ่อม 5-10% เช่นกัน เชื่อว่าบริษัทอื่นๆ คงจะเจอสถานการณ์คล้ายกัน ซึ่งบริษัทคงไม่ปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ขึ้นทันที นโยบายของบริษัทต้องดูทิศทางอุตสาหกรรม อัตราสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ของบริษัทเพิ่มขึ้นหรือไม่ เท่าที่ดูตัวเลขน่าจะอยู่ประมาณ 60-62% ถ้าอัตราสินไหมขยับขึ้นไปถึง 68-70% อาจจะขึ้นเบี้ยประกันภัยรถยนต์

“ถ้าแตะเบี้ยประกันภัยรถยนต์เราไม่แตะทุกยี่ห้อ คงแตะเป็นกลุ่ม 5 อย่างกลุ่ม 5 ที่เป็นรถขนาดเล็ก ถ้าสินไหมสูงคงต้องปรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ขึ้น ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะปรับเท่าไหร่จะรอดูถึงสิ้นปี”

กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา อู่ซ่อมมาคุยกับบริษัทจะขอปรับค่าซ่อม เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงขึ้น ทั้งค่าแรงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยบริษัทยอมให้ปรับขึ้นเป็นเลขหลักเดียว แต่แม้จะเจอปัญหาต้นทุนการซ่อมรถยนต์เพิ่มขึ้น แต่จะพยายามตรึงราคาเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้น1 ให้นานที่สุดอาจจะตลอดปีนี้ เพื่อไม่กระทบกับลูกค้า การปรับค่าซ่อมทำให้ต้นทุนสินไหมขยับขึ้นเล็กน้อย

ที่มา : สยามธุรกิจ